:: รายละเอียดโครงการ ::
 
 
 
:: กิจกรรมในโครงการ ::
 
 
 
:: ข่าวที่น่าสนใจ ::
 

- ปี ๒๕๔๗-ปัจจุบัน
- ปี ๒๕๔๕-๒๕๔๖

-
ปี ๒๕๔๓-๒๕๔๔

- ปี ๒๕๔๑-๒๕๔๒

 
 
:: บทความที่น่าสนใจ ::
 
 

- พระราชดำรัส
-  ปาฐกพิเศษ

-
บทความที่น่าสนใจ

 
 
 
:: เว็บไซต์ที่น่าสนใจ ::
 

- แนะนำเว็บไซต์ใหม่
- เว็บไซต์แบ่งตามหมวดหมู่


 
 
Go to Kanchanapisek Network
โครงการส่วนพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.)
โครงการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชาด้านการศึกษา

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
ศูนย์แลกเปลี่ยนข่าวออนไลน์
บริการค้นหาข้อมูลผ่านเว็บ
เรียนรู้ผ่านอินเทอร์เน็ต
บริการแปลภาษาอังกฤษเป็นไทยผ่านเว็บไซต์
ศูนย์รวมสถิติเว็บไทย
 
 
     
   
     
   

คอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า สมองกล ส่วนคนจีนเรียกว่า สมองไฟฟ้านั้น เป็นเครื่องมือที่ใช้ในงานต่างๆ ทุกสาขา ข้าพเจ้าใช้เครื่องคอมพิวเตอร์มากในเรื่องของงานพิมพ์ ใช้เหมือนเครื่องพิมพ์ดีด นอกจากนั้นก็ใช้ประมวลผลทำบัญชีรับ-จ่ายเงิน เพราะว่าวันๆ มีคนเอาสตางค์มาให้สำหรับเรื่องการกุศลมากและหลายประเภท ต้องใช้ไม่ให้ผิดประเภท และต้องเก็บให้ดีด้วย เรื่องนี้ใช้ให้คนอื่นทำ ไม่ได้ทำเอง เมื่อปี พ.ศ. 2527 ข้าพเจ้าได้เข้าอบรมระยะสั้นเรื่อง "การสำรวจในระยะทางไกลโดยใช้ภาพสัญญาณจากดาวเทียม" หรือ remote sensing ข้าพเจ้าได้เรียนเรื่อง image processing เกี่ยวกับการวิเคราะห์จำแนกข้อมูลการใช้ที่ดิน หรือ land use และสิ่งปกคลุมดิน หรือ land cover วิชาที่เป็นพื้นฐานในการเรียน เรื่องนี้ส่วนมากเป็นวิชาในเรื่องสถิติ

การศึกษาวิเคราะห์จำแนกข้อมูลการใช้ที่ดินนี้มีวิธีทำ 2 แบบ แบบหนึ่งเรียกว่า unsupervised classification เป็นวิธีการที่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์วิเคราะห์จัดกลุ่มของข้อมูลด้วยตนเอง โดยอาศัยสูตรทางสถิติตามวิธีของ maximum likelihood กล่าวคือ โปรแกรมจะจัดแบ่งค่าระดับสีเทา หรือ grey scale ในกรอบพื้นที่ทุก 3x3 จุดภาพ ให้ออกเป็นกลุ่มๆ แล้วคำนวณหาค่า mean ค่า standard variation ค่า covariance matrix แล้วแยกแยะตามประเภทของข้อมูลจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวว่า ประเภทข้อมูลใดมีค่าเหล่านี้ใกล้เคียงกันโดยมี scale distance น้อยกว่า 3.0 ก็จัดเป็นข้อมูลเดียวกัน เราไม่ต้องมีบทบาทอะไรมากนัก ปล่อยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำ นอกจากในตอนหลังเราจะวิเคราะห์ข้อมูลที่คอมพิวเตอร์แยกมาให้อีกครั้งหนึ่งเท่านั้น

ส่วนอีกแบบนั้นเรียกว่า supervised classification เป็นการจำแนกข้อมูลที่เราต้องอาศัยความรู้ของเราที่มีในพื้นที่ที่เราศึกษา และใช้ฝีมือบ้างในการเลือกพื้นที่ตัวอย่าง หรือ training area ของข้อมูลแต่ละประเภทในแต่ละพื้นที่ย่อย โดยใช้หลักของการสะท้อนแสงของวัตถุบนผิวโลก หรือ spectral signature แต่ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงความเป็นจริงว่า วัตถุต่างชนิดกันอาจจะมีค่าสะท้อนแสงที่เท่ากัน และวัตถุชนิดเดียวกันก็อาจจะมีค่าสะท้อนแสงไม่เท่ากันก็ได้ ฉะนั้นจึงต้องใช้ภาพถ่ายทางอากาศ หรือภาพสีผสมเทียมที่เรียกว่า false color composite ที่ผ่านการเน้นความคมชัดของข้อมูล ไปตรวจสอบกับสภาพ ความเป็นจริงในพื้นที่เพื่อช่วยในการกำหนดพื้นที่ตัวอย่าง ซึ่งคอมพิวเตอร์จะคำนวณหาค่าสถิติต่างๆ จากพื้นที่ตัวอย่างที่กำหนด เพื่อจำแนกประเภทของข้อมูล และสุดท้ายจะดำเนินการรวมประเภท ข้อมูลที่มีลักษณะใกล้เคียงกันเข้าเป็นกลุ่มเดียวกัน

เมื่อศึกษาถึงตอนนี้ ข้าพเจ้านึกถึงตอนเรียนการอ่านศิลาจารึก เมื่ออาจารย์ให้ดูตัวอย่างอักษร ก.ไก่ ข.ไข่ แบบโบราณในสมัยต่างๆ แล้วเราก็จำไว้ใช้ ความจำบันทึกเข้าไปเหมือนกับ train สมองตัวเอง เมื่อพวกเราเห็นตัวอักษรเช่นนั้นอีกที่ไหนก็ตาม อีกกี่หลักก็ตาม เราก็รู้ว่าจารึกหลักนั้นเป็นสมัยใด เพราะว่ารูปร่างตัวอักษรไม่เหมือนกัน เราจำได้ อ่านได้ จำแนกได้ ดูไปแล้วเหมือนเรื่อง pattern recognition ที่เรากำหนดให้คอมพิวเตอร์จำลักษณะต่างๆ ไว้ เมื่อเห็นที่ไหนก็จำแนกได้ทันที

พูดถึงเรื่องการอ่านศิลาจารึก ที่เรา train สมองตัวเองให้เป็น pattern recognition แล้ว ก็นึกถึงตอนที่อ่านหนังสือเรื่อง "นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ" ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงแปลนั้น ข้าพเจ้าอ่านไปแล้วก็รู้สึกภูมิใจมาก ที่ในกลุ่มของผู้ที่รวมกันเพื่อแก้ข้อสัญญาณกลเอนิกม่านั้น มีนักอ่านจารึกเข้าร่วมทีมด้วย

เนื่องจากข้าพเจ้าชอบอ่านวรรณคดี จึงขอแถมการโยงไอทีกับเทคโนโลยีอัตโนมัติให้ฟังด้วย ในสังคมโบราณก็มีแนวคิดเรื่องการ ประดิษฐ์เครื่องใช้ที่ทำงานอย่างอัตโนมัติเช่นกัน ในวรรณคดีเรื่อง "สามก๊ก" ตอนที่ขงเบ้งยกกองทัพไปตีวุยก๊กครั้งที่หก ขงเบ้งต้องทำศึกกับสุมาอี้ แม่ทัพของฝ่ายวุยก๊ก ในการศึกครั้งนี้ ขงเบ้งได้ให้ช่างทำโคยนตร์เพื่อใช้ขนเสบียงอาหาร สามก๊กฉบับแปลของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้แปลความไว้ดังนี้

"...ครั้นได้สิบสี่สิบห้าวัน ช่างทำการแล้ว ตอยอย อาวต๋งก็เอาโคยนตร์พันหนึ่งมาให้ขงเบ้ง ขงเบ้งก็เอาโคยนตร์นั้นลองดู ทหารเข้ารุนแต่พอให้พ้นจากที่ โคยนตร์นั้นก็เดินไปขึ้นเนินเขาลงลุ่มได้ดังเป็น ขงเบ้งจึงว่า ถ้าเดินแต่ตัวเดียวไปได้ทางประมาณสามร้อยเส้น แม้ไปทั้งพวกเดินทางได้ถึงเจ็ดร้อยแปดร้อยเส้น ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้นก็สรรเสริญเป็นอันมาก ขงเบ้งจึงให้ทหารคุมไปเข็นเกวียนเสบียง ณ ด่านเกียมโก๊ะมาส่งถึงค่ายเขากสานเป็นหลายเที่ยว แลในกองทัพขงเบ้งนั้นมิได้ขาดเสบียงอาหาร"

ฝ่ายสุมาอี้ได้ให้คนมาขโมยโคยนตร์ไปรื้อและค้นคว้าหาวิธีทำ แล้วเลียนแบบทำโคยนตร์ขึ้นใช้บ้าง แต่จะลอกเลียนเทคโนโลยีทั้งที ก็ไม่ดูให้ดี หัวใจที่ควบคุมการทำงานของโคยนตร์นั้นอยู่ที่ลิ้นของโคยนตร์ ขงเบ้งเลยใช้เรื่องนี้แก้ลำสุมาอี้ ดังความที่จะตัดตอนมาอ่านให้ฟังดังนี้

"...อองเป๋งเห็นดังนั้นก็ให้ทหารพลิกลิ้นโคยนตร์ลงเสีย แล้วพากันทำเป็นถอยหนีไป โกฉุยก็มิได้ติดตาม ให้ทหารเข้าไสโคยนตร์ก็ไม่เคลื่อนจากที่ ครั้นจะให้ (คน) ขนเสบียงก็ไม่ทัน โกฉุยมีความสงสัยนัก พอได้ยินเสียงโห่ร้องขึ้นอื้ออึง แล้วเห็นอองเป๋ง เกียงอุย อุยเอี๋ยน คุมทหารตีกระหนาบมาเป็นสามด้าน โกฉุยต้านทานมิได้ ก็พาทหารถอยมา อองเป๋งจึงให้ทหารกลับลิ้นโคยนตร์ขึ้น เข็นเกวียนเสบียงไปได้ดังเก่า..."

จะเห็นได้ว่า ในสังคมโบราณก็มีเรื่องอย่างนี้ เรื่องแนวคิดเทคโนโลยีอัตโนมัติสมัยใหม่เราก็ใช้เครื่องยนต์ ที่ควบคุมโดยคอมพิวเตอร์สร้างหุ่นยนต์ขึ้นมา ใช้ผลิตชิ้นงานอะไรต่างๆ อยู่มากในโรงงานอุตสาหกรรม

ข้าพเจ้าได้เชื่อมโยงและเน้นให้เห็นว่าแนวคิดต่างๆ นั้นมีอยู่ มนุษย์ในแต่ละสมัยได้คิดค้นพัฒนาแนวคิดนั้นให้ออกมาเป็นรูปธรรม แล้วส่งต่อมาให้คนรุ่นหลัง ซึ่งจะพัฒนาสืบต่อมา การพัฒนาประยุกต์ในแต่ละสมัย ก็เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น และเป็นกระแสธารที่ไหลต่อเนื่องกันมา

   
   
     
 

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๔๒ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗
ห้ามนำข้อมูลของเครือข่ายนี้ ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร