ต้องมีแหล่งกลางในการให้ข้อมูลข่าวสาร
และความช่วยเหลือด้านไอที
เวลานี้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
หรือ NECTEC ก็ทำหน้าที่นี้ แต่ยังไม่สามารถให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารได้มากนัก
ต่อไป NECTEC ก็จะทำงานด้านนี้ได้อย่างแท้จริง
คนที่มีปัญหาก็มาขอบริการได้
ก็อาจช่วยหน่วยงานต่างๆ ได้มาก
นอกจากนั้นศูนย์อาจมี freeware คือ
โปรแกรมให้เปล่า สำหรับแจกจ่าย รวมทั้งพัฒนาซอฟต์แวร์กลาง
สำหรับแจกจ่ายให้หน่วยงานต่างๆ ใช้ร่วมกันได้ด้วย
ขอฝากข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีไว้เล็กน้อย
เทคโนโลยีต่างๆ ทุกประเภท มิใช่แค่เทคโนโลยีสารสนเทศเท่านั้น
ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ
ในสังคมโบราณมีประชากรไม่มาก
มนุษย์เพียงแต่ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
ทางภูมิศาสตร์ และทางด้านสังคมที่กำหนดขึ้น
ก็สามารถอยู่ได้อย่างสบาย แต่ในสังคมปัจจุบันมีคนมาก
ทรัพยากรน้อย มนุษย์จะปรับตัวเพียงอย่างเดียวไม่พอแล้ว
ต้องอาศัยเทคโนโลยีปรับสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับตนได้ส่วนหนึ่งด้วย
เทคโนโลยีจึงทำให้สามารถใช้ทรัพยากรต่างๆ
ที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
เป็นประโยชน์ต่องานพัฒนาต่างๆ นอกจากนั้นยังทำให้ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายขึ้น
เช่น อากาศร้อน หรือหนาวมากทนไม่ได้
ก็มาอยู่ในห้องปรับอากาศให้มีอุณหภูมิตามความต้องการ
ไม่ใช่ว่าปรับตนเองให้ทนร้อนหนาวได้
เมื่อสามารถปรับปรุงสิ่งที่มีรอบตัวให้เกิดประโยชน์มากขึ้น
มีคนอยู่ในที่ต่างๆ ได้มากขึ้น
มีอาหารเลี้ยงคนมากขึ้น มีสุขภาพอนามัยดีขึ้น
ส่งผลให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น
และมีความก้าวหน้าทางวัตถุในทุกๆ
ด้านด้วย
แต่เราก็ควรมีหลักในการใช้เทคโนโลยีอย่างรอบคอบในทางสร้างสรรค์
ไม่ใช่ว่าเป็นทาสของสิ่งที่เราจัดทำขึ้น
เราต้องไม่ทำลายธรรมชาติ ต้องให้ธรรมชาติอยู่ยั่งยืนนาน
ไม่ใช่แค่ชั่วลูกชั่วหลานหรือแค่ตัวเรา
คือทำแล้ว โกยเอา โกยเอา โกยเอา
รวยแล้วเลิก อย่างนี้ก็จะอยู่ได้ไม่นาน
มนุษย์เรานั้นควรมีความเป็นอิสระ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นอิสระในความคิด
รู้จักพินิจเรื่องต่างๆ กันอย่างกลมกลืน
ทั้งทางด้านวัตถุที่อิงอยู่
กับเรื่องเทคโนโลยีและทางด้านจิตใจ
เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน
(sustainable)
เรื่องสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน
ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเรื่องที่พอคิดๆ
ไปก็เข้ากับเรื่องของไอทีหรือสารสนเทศนี่อย่างมาก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระราชกระแสว่า
การจัดทำเรื่องของสารานุกรมเยาวชนต้องการที่จะให้มีข้อมูลต่างๆ
ทุกอย่างสำหรับคนทุกระดับ คือระดับเด็กที่เพิ่งหัดอ่าน
คนที่มีความรู้ปานกลาง หรือว่าผู้ที่มีความรู้สูง
แต่ว่าอาจจะไม่รู้ในสาขาที่เราจะต้องอ่านนั่น
ก็ให้มีความรู้หลายๆ สาขา และแต่ละสาขาก็มีข้อสำคัญคือว่าอยากให้โยงกัน
บางทีท่านก็นึกว่าอยากรวบรวมทุกๆ
อย่างนี้อยู่ในสารานุกรม เพื่อที่จะว่าพอเป็นชุดเป็นเล่ม
ที่ส่งออกไปช่วยเหลือเด็กในเขตทุรกันดารได้
ปัจจุบันน่าจะนับเป็น tele-education ได้อีกอย่างหนึ่ง
แล้วก็พยายามให้เน้นเรื่องของการโยงวิชาการต่างๆ
เข้าด้วยกัน ไม่ใช่ว่าเรียนอันนี้แล้วอันนี้จบอยู่ในตัว
ให้โยงกับอย่างอื่นได้ด้วย
พระราชดำรัสบางตอน
ที่พระราชทานแก่คณะกรรมการโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนเมื่อ
พ.ศ. 2517 ท่านบอกว่า
".....ถ้าสรุปอีกครั้งหนึ่งว่า
สารานุกรมนี้สร้างขึ้นเพื่ออะไร
ก็จะเห็นว่าเป็นหนังสือเกี่ยวข้องกับวิชาทั้งหลาย
ที่มนุษย์ได้ขวนขวายมาตั้งแต่เมื่อโบราณกาล
และประมวลขึ้นมา เพื่อที่จะให้อนุชนรุ่นหลังสามารถที่จะรับความรู้ต่างๆ
ที่สะสมเอาไว้ ตามปกติต้องเรียนในโรงเรียน
หรือตามสำนักอาจารย์ต่างๆ และโดยที่ครูและอาจารย์ต่างๆ
ขาดแคลน สำนักเรียนโรงเรียนค่อนข้างจะน้อย
เมื่อเปรียบเทียบจำนวนของเยาวชนที่เกิดมา
จำต้องให้มีแหล่งวิชาการที่ผู้ที่จะขวนขวายหาความรู้
ความสามารถที่จะหาความรู้ด้วยตนเอง
หรือญาติพี่น้อง หรือเพื่อนฝูงที่มีความรู้มากกว่าหน่อยสามารถที่จะสอนต่อๆ
กันไป ไม่จำเป็นที่จะเข้าโรงเรียนก็ยังได้ความรู้ได้....."
กับอีกตอนหนึ่งว่า
".....จุดประสงค์ของสารานุกรมนี้
จะพยายามที่จะให้ผู้อ่านผู้ใช้เห็นว่า
วิชาการทั้งหลายโยงกันทั้งนั้น
มีความเกี่ยวโยงกันทั้งนั้น
ไม่ใช่ว่าคนไหนเรียนวิชาในด้านหนึ่งโดยเฉพาะ
จะปฏิบัติงานของตนได้โดยเอกเทศ
หรือถ้าไปไกลกว่า จะแสดงให้เห็นว่าคนเราทุกคนต้องมาอาศัยอีกคนหนึ่ง
หรือวิชาหนึ่งต้องอาศัยวิชาอื่นมาประกอบด้วย
จึงจะได้ผลสำเร็จ...."
อันนี้ก็เป็นพระราชดำรัสที่พระราชทานมาเมื่อ
20 กว่าปีมาแล้ว ก็เข้าใจว่ายังเข้ากับเรื่องของไอทีได้