| "พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารว่า
การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจทุกประเภท,
การสื่อสารเป็นหัวใจของความมั่นคงของประเทศ
และการสื่อสารเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศให้ประชาชนอยู่ดีกินดี"
๑.
พระราชกรณียกิจด้านสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยด้านการสื่อสารตั้งแต่ทรงพระเยาว์
"...ทรงทดลองต่อสายไฟพ่วงขนานกับลำโพงขยาย
ของเครื่องรับวิทยุส่วนพระองค์ที่ผลิตจากประเทศสวีเดน
ยี่ห้อ 'Centrum' จากห้องที่ประทับพระองค์ท่านไปยังห้องที่ประทับของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
ทั้งสองพระองค์ทรงพอพระทัยในบริการเสียงตามสายไม่น้อย..."
(สุชาติ เผือกสกนธ์, วันสื่อสารแห่งชาติ : ๒๕๓๐)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงอุทิศพระองค์
พระอัจฉริยะและพระอุตสาหะทั้งมวล เพื่อราษฎรในทุกภูมิภาค
พระองค์ทรงมีดำริให้มีการพัฒนาด้านระบบวิทยุสื่อสารอย่างจริงจัง
และต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
กล่าวคือสามารถรับส่งได้ไกลยิ่งขึ้น
ดังจะเห็นได้จากการที่พระองค์ทรงใช้เครื่องมือสื่อสารพกติดพระองค์
เพื่อประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ อยู่เสมอ
เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงขาดไม่ได้คือการสดับตรับฟังข่าวทุกข์สุขของประชาชน
ดังเช่น ในระหว่างการเสด็จเยี่ยมราษฎรได้ทรงพบว่า
มีผู้ใดที่กำลังป่วยเจ็บจำเป็นต้องบำบัดรักษา
จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะแพทย์ผู้ตามเสด็จดูแลตรวจรักษาทันที
ในบางรายที่มีอาการป่วยหนัก จำเป็นต้องส่งตัวเข้าบำบัดรักษาในโรงพยาบาลท้องถิ่นหรือโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานครโดยเร็ว
หากมีเวลาเพียงพอ พระองค์ท่านจะรับสั่งผ่านทางวิทยุถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อาทิ ตำรวจตระเวนชายแดน ขอรับการสนับสนุนเรื่องการขนส่ง
เช่น เฮลิคอปเตอร์ เพื่อนำผู้ป่วยเจ็บส่งยังที่หมายปลายทางด้วยพระองค์เอง
นอกจากนี้ พระองค์ได้ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำระบบสื่อสารแบบถ่ายทอดสัญญาณหรือ
Repeater ซึ่งเชื่อมต่อทางวงจรทางไกลขององค์การโทรศัพท์ฯ
ให้มูลนิธิแพทย์อาสาฯ (พอ.สว.) นำไปใช้เพื่อช่วยเหลือรักษาพยาบาลแก่ผู้เจ็บป่วยในท้องถิ่นห่างไกล
ในเรื่องการปฏิบัติการฝนเทียมหรือฝนหลวงพระราชทาน
ในการปฏิบัติระยะแรกๆ ได้ประสบปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ไม่ทราบล่วงหน้า
ซึ่งนักบินผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำแก้ไขโดยฉับพลัน
เนื่องจากยังไม่มีการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติการด้วยกัน
จึงเป็นเหตุให้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร
กล่าวคือฝนไม่ตกในเป้าหมายบ้าง ตกน้อย
หรือไม่ตกตามที่คิดบ้าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสดับตรับฟังข่าวการปฏิบัติการฝนเทียมทุกครั้ง
และทรงทราบถึงปัญหาสำคัญคือ
การขาดการติดต่อสื่อสารที่ดี
จึงโปรดเกล้าฯ ให้ติดตั้งวิทยุให้แก่หน่วยปฏิบัติการฝนเทียม
ทั้งทางอากาศและทางภาคพื้นดิน
นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระราชดำริให้ทำการศึกษาวิจัย
รวมถึงการออกแบบและสร้างสายอากาศย่านความถี่สูงมาก
หรือที่เรียกว่า VHF (วี.เอช.เอฟ) ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์
๓ ประการ
ประการแรก
เพื่อที่จะได้ใช้งานกับวิทยุส่วนพระองค์
ทั้งนี้โดยมีพระราชประสงค์ที่จะให้ทราบเหตุการณ์ต่างๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสาธารณภัยที่เกิดขึ้นกับประชาชน
เรื่องไฟไหม้ เรื่องน้ำท่วม ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ทรงช่วยเหลือได้ทันท่วงที
ประการที่สอง
เพื่อที่จะพระราชทานให้แก่หน่วยราชการต่างๆ
ประการที่สาม
เพื่อส่งเสริมให้คนไทยที่มีความรู้
ความสามารถและตั้งใจจริง ได้ใช้ความอุตสาหวิริยะในการพัฒนาระบบวิทยุสื่อสารขึ้นใช้เองภายในประเทศ
นอกเหนือจากวิทยุสื่อสารแล้ว
ในเรื่องของเทเล็กซ์พระองค์ทรงสนพระทัยอยู่ไม่น้อย
และสิ่งหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยทรงขาดคือ
การพระราชทานพรปีใหม่ นอกจากจะทรงมีกระแสพระราชดำรัส
พระราชทานพรปีใหม่แก่พสกนิกรไทยทางวิทยุและโทรทัศน์ทุกแห่งแล้ว
พระองค์ท่านยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานพรทางเทเล็กซ์สม่ำเสมอทุกปี
แต่ในปัจจุบันท่านทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการประดิษฐ์บัตรอวยพรปีใหม่แทน
นอกจากนี้พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารว่า
การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจทุกประเภท,
การสื่อสารเป็นหัวใจของความมั่นคงของประเทศ
และการสื่อสารเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศให้ประชาชนอยู่ดีกินดี
๒.
พระราชกรณียกิจด้านวิทยุกระจายเสียง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงสนพระทัยในเรื่องวิทยุเป็นอย่างมาก
ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเยาว์ ซึ่งพระองค์ประทับอยู่
ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์ได้ทรงซื้ออุปกรณ์เครื่องรับวิทยุ
ซึ่งมีวางขายเลหลังราคาถูกทรงประกอบเป็นเครื่องรับวิทยุชนิดแร่
สามารถรับฟังวิทยุกระจายเสียงในยุโรปได้หลายแห่ง
ต่อมาเมื่อกิจการวิทยุเจริญก้าวหน้ามากขึ้น
ได้นำหลอดวิทยุมาใช้ในเครื่องรับ-ส่งวิทยุ
และเครื่องขยายเสียง และพระองค์ท่านก็ได้ทรงทดลองอุปกรณ์แบบใหม่นี้ด้วยเช่นกัน
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เสด็จพระราชดำเนินกลับมา ประทับอยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวร
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ พระองค์ได้ทรงตั้งสถานีวิทยุ
อ.ส. ขึ้นที่พระราชวังสวนดุสิต และชื่อสถานีวิทยุดังกล่าวได้ทรงนำมาจากอักษรย่อของพระที่นั่งอัมพรสถาน
ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ออกอากาศครั้งแรก
ต่อมาจึงย้ายสถานีวิทยุ อ.ส. เข้าไปตั้งในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
สถานีวิทยุ อ.ส. เมื่อแรกตั้งเป็นสถานีเล็กๆ
มีเครื่องส่ง ๒ เครื่อง ขนาดที่มีกำลังส่ง
๑๐๐ วัตต์ ออกอากาศด้วยคลื่นสั้นและคลื่นยาวในระบบ
AM พร้อมๆ กัน เครื่องส่งรุ่นแรกนี้เป็นเครื่องที่
กรมประชาสัมพันธ์ทูลเกล้าฯ ถวายและติดตั้งให้ด้วยเมื่อออกอากาศไปได้ระยะหนึ่ง
และในระบบคลื่นสั้นก็มีจดหมายรายงานผลการรับฟัง
เข้ามาจากหลายประเทศ เช่น นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น
สหรัฐอเมริกา เยอรมันฯ เป็นต้น ดังนั้นจึงทรงโปรดเกล้าฯ
ให้ขยายกำลังส่ง โดยมีชื่อรหัสสถานีว่า
HS 1 AS ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ สถานีวิทยุ อ.ส. ได้เพิ่มการส่งกระจายเสียงในระบบ
FM ขึ้นอีกระบบหนึ่ง ในการขยายด้านกำลังส่งนั้นอุปกรณ์ต่างๆ
ล้วนแต่มีผู้โดยเสด็จพระราชกุศล เพื่อให้สถานีวิทยุ
อ.ส. สามารถบริการประชาชนได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น
อาจถือได้ว่าเป็นสถานีวิทยุเอกชนเพียงแห่งเดียวที่สามารถกระจายเสียงคลื่นสั้นได้
ทั้งนี้เพราะถือว่าเป็นเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์
พระองค์ทรงมีวัตถุประสงค์ที่ทรงตั้งสถานีวิทยุ
อ.ส. เพื่อเปิดโอกาสให้พสกนิกรมีช่องทางในการติดต่อกับพระองค์ได้ง่ายขึ้น
ไม่ต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนตามพิธีการเหมือนในสมัยก่อน
ทรงใช้สถานีวิทยุเพื่อเป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์ติดต่อข่าวสารกับประชาชน
และเป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างพระองค์และประชาราษฎร์
ที่ทรงแสดงให้ทราบถึงใจรักที่พระองค์ท่านพระราชทานให้กับประชาชนทั่วทุกคน
นอกเหนือจากเป็นสถานีวิทยุของสื่อมวลชนเพื่อการบันเทิง
และเผยแพร่ความรู้กับประชาชนแล้ว ยังได้ทำหน้าที่แจ้งข่าวสารแก่ประชาชนในโอกาสสำคัญ
หรือเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญต่างๆ ขึ้น
เช่น การเกิดโรคโปลีโอระบาดในปี พ.ศ.
๒๔๙๕ อหิวาตกโรคในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ และเมื่อเกิดวาตภัยที่แหลมตะลุมพุกในปี
พ.ศ. ๒๕๐๕ โดยมีพระราชดำริให้ใช้สถานีวิทยุ
อ.ส. เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์กรรม
จนเป็นบ่อเกิดของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์
ซึ่งปัจจุบันมีคุณขวัญแก้ว วัชโรทัย ทำหน้าที่นายสถานี
เล่าให้ฟังว่า นโยบายหลักเกี่ยวกับการบริหารงานของสถานี
ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้ก็คือ
การเปิดโอกาสให้คนที่มีความรู้
ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยราชการหรือเอกชน
ได้เข้ามาสนองพระมหากรุณาธิคุณให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ดังนั้นเจ้าหน้าที่ของสถานีจึงเป็นอาสาสมัครทั้งสิ้น
และทรงรับภาระต่างๆ ด้านสถานีด้วยทุนทรัพย์ส่วนพระองค์
พระองค์ทรงใช้นโยบายประหยัดและใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าที่สุด
และในปัจจุบันนี้สถานีวิทยุ อ.ส. ยังคงกระจายเสียงเป็นประจำทุกวันเว้นวันจันทร์
โดยออกอากาศทั้งคลื่นสั้นและคลื่นยาว
ในระบบ AM 1332 KHzและ FM 104 MHz ควบคู่กันไปด้วยกำลังส่ง
๑๐ กิโลวัตต์ โดยออกอากาศวันอังคารถึงวันเสาร์
เวลา ๑๐.๓๐-๑๒.๐๐ และ ๑๖.๐๐-๑๙.๐๐ วันอาทิตย์ เวลา ๙.๐๐-๑๒.๐๐
หยุดทุกวันจันทร์
๓.
พระราชกรณียกิจด้านดาวเทียม
ดาวเทียมไทยคมนับว่า
เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้การสื่อสารโทรคมนาคมของไทยก้าวสู่ยุคแห่งความล้ำหน้า
และได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนองพระราชดำริในเรื่องของการศึกษา
คุณขวัญแก้ว วัชโรทัย เป็นผู้สนองพระราชภารกิจที่โรงเรียนไกลกังวล
หัวหิน ซึ่งขณะนี้ได้พยายามที่จะนำเอาดาวเทียมไทยคมเข้าไปใช้ในกิจการด้านการเรียนการสอน
เจตนารมณ์ดังกล่าวเป็นการสนองตอบความต้องการของประชาชน
และเป็นการปรับปรุงในเรื่องของการศึกษาให้สอดคล้องกับยุคสมัยอีกด้วย
อีกทั้งยังเป็นการจัดการศึกษาใต้ร่มพระบารมีอย่างแท้จริง
และที่สำคัญเพื่อเป็นการสนองพระบรมราโชบายทางการศึกษา
ในอันที่จะทำให้โรงเรียนไกลกังวลเป็นเครือข่ายและเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาไทยคมอย่างแท้จริง
กล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นอเนกอนันต์ต่อประเทศชาติ
ที่ได้มีพระราชดำริให้มีการพัฒนางานทางระบบวิทยุสื่อสารขึ้นในประเทศอย่างจริงจัง
และต่อเนื่อง เพราะสังคมปัจจุบันนั้น การสื่อสารก็เปรียบเสมือนกับระบบประสาทของร่างกายมนุษย์
ดังนั้นจึงนับได้ว่า พระองค์ท่านนั้นมีสายพระเนตรที่ยาวไกล
ทรงเห็นบทบาทที่สำคัญยิ่งต่อการสื่อสาร
*
รวบรวมและเรียบเรียงจากบทความในหนังสือ
| ๑. |
การสื่อสารแห่งประเทศไทย.พระราชอัจฉริยภาพของพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านการสื่อสาร
(เนื่องในวันสื่อสารแห่งชาติ ๔
สิงหาคม ๒๕๓๐).กรุงเทพฯ : วิสคอมเซ็นเตอร์.๒๕๓๐.
|
๒. |
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์.ไทยคมกับการศึกษาใต้ร่มพระบารมี.๑๐
ตุลาคม ๒๕๓๗. |
|