| ขวัญแก้ว
วัชโรทัย
ความนำ
"ประเทศของเรา
ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคน สองคน เป็นประเทศของทุกคนต้องเข้าหากัน
ไม่เผชิญหน้ากันแก้ปัญหาเพราะว่าอันตรายมีอยู่
เวลาคนเราเกิดความบ้าเลือด ปฏิบัติการรุนแรงต่อกันด้วยความลืมตัว
ลงท้ายไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไรแล้วจะแก้ปัญหาอะไร
เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วใครจะชนะ
มีแต่แพ้ คือ ต่างคนต่างแพ้ ที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ
ประชาชนที่แพ้จะเป็นประชาชนทั้งประเทศ
ไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพฯ ถ้าสมมติว่ากรุงเทพมหานครเสียหายประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด
แล้วจะมีประโยชน์อะไร ที่จะทะนงตัวว่าชนะเวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง"
(พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ)
เมื่อวันที่ ๒๐
พฤษภาคม ๒๕๓๕ สภาพเหตุการณ์ในวันนั้น ตลอดทั้งวันเต็มไปด้วยความสับสน
ประชาชนทั่วไปทุกแห่งทุกหนมีความหวาดระแวงว่าเกิดอันตราย
ความหวาดระแวงว่า ประเทศชาติของเรากำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ
มีการเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรง ทำให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต
เลือดเนื้อ แก่วัตถุของประชาชนและบ้านเมือง
โดยเฉพาะทางจิตใจและทางเศรษฐกิจของประเทศชาติอย่างมาก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าฝ่ายค้านของรัฐบาลเข้าเฝ้าฯ
รับพระราชทานกระแสพระราชดำริ เพื่อที่จะน้อมรับไปพิจารณาหาทางระงับเหตุการณ์
และหันหน้าเข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากัน
สมมติให้ฟังว่า ถ้ากรุงเทพมหานครเสียหาย
ประเทศชาติก็เสียหายไปทั้งหมด
แล้วก็จะมีประโยชน์อย่างไรที่จะทะนงตัวว่า
ชนะเวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง ทรงขอให้ช่วยกันแก้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นให้สิ้นสุดลง
แล้วช่วยกันเยียวยา และพูดกันปรึกษากันว่า
จะทำอย่างไรที่จะให้ประเทศไทยจะได้รับสร้างสรรค์พัฒนาเจริญก้าวหน้าขึ้นมาได้
ความร่มเย็นเป็นสุขของประชาชนกลับคืนมาได้
กระแสพระราชดำรินี้มุ่งให้ทุกฝ่ายยุติการเผชิญหน้ากัน
ยุติความรุนแรง ทรงวิเคราะห์ว่า เมื่อเกิดการปฏิบัติต่อกันด้วยอารมณ์
ถือฝ่ายถือพวกอย่างรุนแรงแล้ว
ก็มักจะลืมตัวลงท้ายก็ไม่รู้ตีกันเพราะอะไร
แล้วก็จะแก้ไขปัญหาอย่างไร ด้วยมัวแต่มุ่งเอาชนะต่อกัน
ทรงอธิบายว่าจะไม่มีใครชนะ
มีแต่จะแพ้ คือต่างคนต่างแพ้
แต่ที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ
กระแสพระราชดำรินี้สามารถหยุดยั้งความรุนแรงที่กำลังปะทุอยู่แก่บุคคลผู้แบ่งพวกพ้อง
หลายฝักหลายฝ่าย ซึ่งเหมือนกับกำลังเกิดสงครามกลางเมือง
ให้ยุติการชุมนุมอย่างยืดเยื้อ ซึ่งนับวันจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นได้
ในทันทีที่มีกระแสพระราชดำรัสอันทรงคุณค่าทางจิตใจของบุคคลทุกฝ่าย
แพร่ออกทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์ และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
โทรทัศน์แห่งประเทศไทย ด้วยเดชะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม
ประเทศไทยจึงกลับเข้าสู่สภาพปกติในวันรุ่งขึ้น
ห้างร้าน ตลอดจนธนาคารเปิดการตามปกติ
การจราจรก็หนาแน่นขึ้นตามเดิม
กระแสพระราชดำริที่พระราชทานบุคคลสำคัญของชาติ
ให้ยุติทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเผชิญหน้าที่กำลังรุนแรง
ทรงขอให้นำกลับไปพิจารณาด้วยความรักชาติ
ช่วยกันแก้ปัญหาและช่วยกันฟื้นฟูความเป็นกลาง
ช่วยกันสร้างสรรค์ความสงบของประเทศชาติเข้าสู่ทางแห่งความวัฒนาถาวร
ความร่มเย็นเป็นสุข อันเป็นกระแสพระราชดำริที่ทรงใช้หลักรัฐศาสตร์
และหลักขัตติยธรรมโดยแท้ ต่อมาจึงมีประกาศพระราชกำหนดพระราชทานอภัยโทษแก่ทุกฝ่าย
เพื่อให้เกิดความสงบสุขแก่ประเทศชาติ
ได้ระงับเหตุที่กำลังรุนแรงอยู่ขณะนั้นได้อย่าง |